เหตุการณ์แผ่นดินไหวบนบก ขนาด 6.3 แมกนิจูด ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 นั้นมีศูนย์กลางการเกิดที่ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่เชียงรายเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และอาคารสูงในกทม. ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งนี้มาจากรอยเลื่อน พะเยา ที่พาดผ่านอำเภองาว จังหวัดลำปาง และอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ในแนวทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ทางด้านทิศเหนือของรอยเลื่อนท่าสี มีความยาวประมาณ 23 กิโลเมตร เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางการเกิดในประเทศไทยครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปสี่สิบปี

               ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียน (Eurasian Plate) ซึ่งล้อมรอบด้วยแผ่นเปลือกโลกอีก 2 แผ่น คือแผ่นเปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลีย (Indian-Australian Plate) และแผ่นมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Plate) ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวอยู่ในเขตที่ถือว่าค่อนข้างปลอดแผ่นดินไหวพอสมควร แต่จากการบันทึกทางประวัติศาสตร์ ก็เคยปรากฏเหตุแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในประเทศไทยอยู่บ้าง

               ประเทศไทยนั้นมีรอยเลื่อนที่สามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวอยู่หลายที่ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ อย่างไรก็ตามการที่จะเกิดแผ่นดินไหวของรอยเลื่อนในประเทศไทยนั้นยังไม่รุนแรงเท่ากับบริเวณพื้นที่ที่เป็นรอยต่อของเปลือกโลกหรือวงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ซึ่งจากสถิติการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทยที่ผ่านมาเกือบ 40 ปีเรามีแผ่นดินไหวขนาดกลาง (5.0-5.9 แมกนิจูด) เกิดขึ้น 8 ครั้ง หรือเฉลี่ย 1 ครั้งในรอบ 5 ปี แบ่งเป็นภาคเหนือ 5 ครั้ง ภาคตะวันตก 3 ครั้ง โดยแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในบ้านเราส่วนใหญ่มีขนาดไม่เกิน 6.0 แมกนิจูด แผ่นดินไหวที่มีขนาดมากกว่า 6.0 แมกนิจูดจะเกิดนอกประเทศทั้งนั้น แต่แม้แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นในระยะไกล เช่น เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย พม่า ทว่าในพื้นที่ที่เป็นชั้นดินอ่อนที่อยู่ห่างไกลจากจุดเกิดแผ่นดินไหว เช่น กรุงเทพฯ ก็สามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน

 

volcano-1

 

             จากสถิติการเกิดแผ่นดินไหวนั้นพบว่า ประเทศไทยมักเกิดแผ่นดินไหวในระดับกลาง คือวัดความแรงได้ประมาณ 5-6 แมกนิจูดเท่านั้น โดยพื้นที่ภาคเหนือ ตลอดจนตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี ทางฝั่งตะวันตกของประเทศไทย มักเกิดขึ้นเหตุแผ่นดินไหวขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่จะเกิดแรงสั่นสะเทือนที่มนุษย์รับรู้ได้เล็กน้อยในบางครั้งหรือในบางครั้งอาจจะไม่รับรู้เลย  ส่วนที่มีระดับความรุนแรงเกินกว่า 6 แมกนิจูดเคยพบว่าเกิดจากรอยเลื่อนระนองและรอยเลื่อนคลองมะรุ่ยที่ภาคใต้เมื่อ 2,000 ปีที่แล้วและ 4,000 ปีที่แล้ว แต่ส่วนใหญ่นั้นมักมีศูนย์กลางการเกิดนอกประเทศไทย  ทำให้ประเทศได้รับผลกระทบเสียหายจากแผ่นดินไหวเพียงเล็กน้อย   ส่วนการเกิดแผ่นดินไหวที่เกินกว่า 6 แมกนิจูด ในรอบ 40 ปีนั้นจะมีศูนย์กลางการเกิดในประเทศใกล้เคียงแต่ได้รับแรงสะทั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทยด้วยตามสถิติการเกิดดังตารางต่อไปนี้

 

2 สถิติการเกิดแผ่นดินไหวที่เกินกว่า 6 ริคเตอร์และประเทศไทยได้รับผลกระทบ

 

               ยกเว้นการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ใน อ.พาน จ.เชียงราย  โดยนักวิชาการเชื่อว่าเกิดจากพลังงานการเคลื่อนตัวตามแนวรอยเลื่อนพะเยา เชื่อมต่อกับแนวรอยเลื่อนแม่ทา ซึ่งมีแนวพาดผ่านในหลายพื้นที่ใน จ.เชียงราย รวมทั้งบางส่วนของ จ.พะเยา และ จ.ลำปาง เหตุแผ่นดินไหวครั้งดังกล่าวมีความรุนแรงกว่าปกติ และเกรงว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อพลังงานรอยเลื่อนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เช่น รอยเลื่อนแม่ทา หรือ รอยเลื่อนแม่จัน เป็นต้น

Untitled สถิติการเกิดแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศไทย

               จากการสำรวจทำแผนที่บริเวณเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวเมื่อปี 2548 ของกรมทรัพยากรณีพบว่า มี 4 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสียงภัยมากที่สุด  คือกาญจนบุรี  ตาก  แม่ฮ่องสอน  และเชียงราย  เพราะเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์  ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและจังหวัดที่มีความเสี่ยงรองลงมาคือจังหวัดในภาคเหนือและภาคใต้  เช่น  สุราษฎร์ธานี  พังงา  กระบี่  เชียงใหม่  ลำพูด  พะเยา น่าน ลำปาง  และกรุงเทพมหานคร  ส่วนภาคที่มีความมากปลอดภัยที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

การวัดค่าแผ่นดินไหว 

ในรายงานอย่างเช่นในครั้งนี้ได้รายงานการเกิดแผ่นดินไหวเป็นขนาดหรือแมกนิจูด เพราะว่าจริงๆแล้วแผ่นดินไหวไม่มีหน่วยวัดที่ตายตัว ทั้งการวัดขนาดนั้นแล้วแต่ว่าจะใช้กรรมวิธีคำนวนแบบไหน และการวัดความรุนแรงแผ่นดินไหว ดังนี้

1. ขนาด (Magnitude) เป็นปริมาณที่มีความสัมพันธ์กับพลังงานที่พื้นโลกปลดปล่อยออกมาในรูปของการสั่นสะเทือน คำนวณได้จากการตรวจวัดค่าความสูงของคลื่นแผ่นดินไหวที่ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือตรวจแผ่นดินไหว เป็นปริมาณที่บ่งชี้ขนาด ณ บริเวณจุดศูนย์กลาง ขนาดที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีด้วยกันหลายประเภท ได้แก่

   

ML (local earthquake magnitude) เป็นขนาดแผ่นดินไหวในยุคเริ่มแรก บ่งบอกถึงปริมาณของแผ่นดินไหวท้องถิ่นหรือแผ่นดินไหวใกล้(ระยะทางน้อยกว่า 1,000 กิโลเมตร) คำนวณได้จากความสูงของคลื่นซึ่งตรวจด้วยเครื่องมือตรวจความสั่นสะเทือนแบบวัด การขจัด (displacement) ได้แก่เครื่อง Wood Anderson ซึ่งมีค่ากำลังขยาย 2,800 เท่า ขนาดนี้นำเสนอโดย C. F Richter นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกา ดังนั้นจึงมักเรียกขนาด ML ที่ใชัเป็น “มาตราริกเตอร์ “โดยนำค่าของความสูงของคลื่นที่สูงที่สุดของคลื่น S ซึ่งมีช่วงคลื่นอยู่ระหว่าง 0.1-1.0 วินาทีมาใช้ในการคำนวณ  ซึ่ง  ML จะวัดได้ ตั้งแต่ 0.0 สูงสุดแค่ 7.0 เกินกว่านี้จะคลาดเคลื่อน

  

MB หรือ mb เรียกว่าขนาดของคลื่นหลัก (Body-wave magnitude) แสดงขนาดของเหตุการณ์แผ่นดินไหวทั้งใกล้และแผ่นดินไหวไกล (ระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร) ในการคำนวณใช้ค่าความสูงของคลื่น P ที่มีความยาวช่วงคลื่นประมาณ 1.0-5.0 วินาที  ซึ่ง mb จะวัดได้ ตั้งแต่ 4.3 สูงสุดแค่ M6.8 เกินกว่านี้จะคลาดเคลื่อน

  

Ms (surface-wave magnitude) แสดงขนาดของเหตุการณ์แผ่นดินไหวไกลและมีขนาดใหญ่ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าขนาดคลื่นผิวพื้น(Surface Magnitude) คำนวณค่าความสูงของคลื่นผิวพื้นที่มีความยาวช่วงคลื่นประมาณ 18-22 วินาที  ซึ่ง Ms จะวัดได้ ตั้งแต่ 4.3 สูงสุดแค่ M8.0 เกินกว่านี้จะคลาดเคลื่อน

 

 

Mw (mechanical work) มาตราโมเมนต์แมกนิจูด (Moment magnitude)  มาตรานี้คิดขึ้นโดย Hanks &Kanamori ในปี 1979 เป็นปริมาณที่แสดงถึงปริมาณพลังงานของคลื่นแผ่นดินไหวได้ดีกว่าขนาดชนิดอื่น ซึ่งเป็นมาตราที่ไม่มีข้อจำกัดการใช้งานทั้งระยะ ความลึก และขนาดของแผ่นดินไหว คือแสดงค่าได้ตั้งแต่ขนาด 5.0 ขึ้นไปถึงขนาดใหญ่ที่สุดแบบไม่จำกัด ข้อแตกต่างของมาตรานี้กับมาตราอื่นที่กล่าวมาแล้วคือ ML, mb และ Ms คือการคำนวณขนาดในมาตรา Mw ไม่ได้วัดความสูงของคลื่น (attitude) แต่จะคำนวณจากผลคูณของ  (มอดูลัสเฉือน rock rigidity) x (พื้นที่บริเวณพังทลาย fault area) x (ระยะการเลื่อนตัว slip distance) หรือ Mo = uAd  หน่วยออกมาเป็นนิวตันเมตร และหาค่าต่อโดย Mw=2/3log Mo-6.0 เพื่อให้สามารถวัดขนาดแผ่นดินไหวได้ใหญ่กว่าของมาตราอื่นโดยไม่คาดเคลื่อน

โดยทฤษฎีแล้ว แต่ละมาตราจะมีเสกลไม่เท่ากัน ดังนั้น 4.5 mb จะไม่เท่ากับ 4.5ML และ 4.5 Mw เวลานำไปใช้ ต้องระบุให้แน่ ว่าเป็นมาตราวัดแบบไหน เพราะอาจพลาดได้

ขนาด สูตรคำนวณ คลื่นแผ่นดินไหว ความยาวช่วงคลื่น (วินาที) การตรวจวัด
ML Log A-LogA0 s 0.1-1.0 displacement
MB, mb Log (A/T) +Q (h,D) p 1.0-5.0 velocity
Ms Log A + 1.66 Log D + 2.0 surface 20 velocity
Mw (2/3logM0 ) - 10.7 surface >200 velocity

 

2. ความรุนแรงแผ่นดินไหว (Intensity) ตามมาตราเมอร์แคลลี (MM) วัดได้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นขณะเกิดแผ่นดินไหวและหลังเกิดแผ่นดินไหว เช่น ความรู้สึกของความผู้คน ลักษณะที่วัตถุ สิ่งก่อสร้างสั่นไหว หรือเสียหาย ลักษณะทางกายภาพของพื้นดินที่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น ความรุนแรงแผ่นดินไหวมีด้วยกันหลายมาตราแต่ที่นิยมใช้ในประเทศไทยได้แก่ มาตราเมอร์แคลลีซึ่งมี 12 อันดับ (MM Scale) เรียงลำดับจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงน้อยที่สุดจนถึงรุนแรงมากที่สุด แสดงดังตารางอันดับความรุนแรงแผ่นดินไหวตามมาตราเมอร์แคลลี (MM)

 

อันดับ เหตุการณ์แผ่นดินไหว
I ไม่รู้สึกสั่นไหว ตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือ
II รู้สึกบางคน โดยเฉพาะผู้อยู่ชั้นบนของอาคาร สิ่งของแกว่งไกว
III ผู้อยู่ในอาคารรู้สึก เฉพาะอย่างยิ่งผู้อยู่ชั้นบนอาคาร แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกว่ามีแผ่นดินไหว
IV ในเวลากลางวันผู้คนในอาคารรู้สึกมาก แต่ผู้อยู่นอกอาคารรู้สึกบางคน จาน หน้าต่าง ประตูสั่น ความรู้สึกเหมือนรถบรรทุกชนอาคาร
V เกือบทุกคนรู้สึก หลายคนตกใจตื่น วัตถุที่ไม่มั่นคงล้มคว่ำ เสา ต้นไม้ แกว่งไกว
VI ทุกคนรู้สึก เครื่องเรือนเคลื่อน ปล่องไฟแตก เกิดความเสียหายเล็กน้อยกับอาคาร
VII ทุกคนตกใจวิ่งออกนอกอาคาร อาคารที่ออกแบบดีไม่เสียหาย เสียหายเล็กน้อยถึงปานกลางกับอาคารสิ่งก่อสร้างธรรมดา เสียหายมากกับอาคารที่ออกแบบไม่ดี ผู้ขับรถรู้สึกว่ามีแผ่นดินไหว
VIII เสียหายเล็กน้อยกับอาคารที่ออกแบบไว้ดี เสียหายมากในอาคารธรรมดา บางส่วนของอาคารพังทลาย เสียหายอย่างมากในอาคารที่ออกแบบไม่ดี ผนังอาคารหลุดออกนอกอาคาร ปล่องไฟพัง ดินและทรายพุ่งขึ้นมา
IX เสียหายมากในอาคารที่ออกแบบไว้ดี โครงสิ่งก่อสร้างบิดเบนจากแนวดิ่ง เสียหายอย่างมากกับอาคารและบางส่วนพังทลาย ตัวอาคารเคลื่อนจากฐานราก พื้นดินแตก ท่อใต้ดินแตกหัก
X อาคารไม้ที่สร้างไว้อย่างดี เสียหาย โครงสร้างอาคารพังพลาย รางรถไฟบิด พื้นดินแตก แผ่นดินถล่มหลายแห่ง ทรายและโคลนพุ่งจากพื้นดิน
XI สิ่งก่อสร้างเหลืออยู่น้อย สะพานถูกทำลาย พื้นดินมีรอยแยกกว้าง ท่อใต้ดินเสียหายหมด รางรถไฟบิดงอมาก
XII เสียหายทั้งหมด เห็นคลื่นบนพื้นดิน เส้นแนวระดับสายตาบิดเบน วัตถุสิ่งของกระเด็นในอากาศ

 

 

 

               

อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/hothothot/2014/05/05/entry-1 - http://www.cicc.chula.ac.th/th/current-campaign/203-likelihood-of-earthquakes-in-thailand.html - http://www.seismology.tmd.go.th/earthquakestat.html - http://www.rtrc.in.th/ewt_news.php?nid=32&filename=index - http://paipibat.com/?page_id=1973 - http://www.seismology.tmd.go.th/mi.htm - http://thaipublica.org/

Comment

Comment:

Tweet